• Supakorn Siridang (xJoez)

[Review] เริ่มงานแรกในชีวิตที่ KMUTT ETS!! จากเด็กเครื่องกลจบใหม่ สู่ตำแหน่ง Junior Developer

อัปเดตเมื่อ 22 มี.ค.


เด็กเครื่องกลสู่ตำแหน่ง Junior Developer ที่ KMUTT ETS

“The only way to do great work is to love what you do. วิธีที่จะทำงานได้ดี ก็คือรักในสิ่งที่ทำ”

“สวัสดีครับ ผมชื่อ โจ ครับ พึ่งจบจากคณะวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครับ”


“เอ๊ะ? จบเครื่องกล แล้วทำไมถึงมาทำงานสายนี้?”

เป็นคำถามที่หนักใจสำหรับเด็กผู้ชายคนนึงที่ต้องคอยตอบคำถามนี้ในทุกการสัมภาษณ์งาน


แต่ในวันนี้ที่ KMUTT ETS ทำให้ผมได้เป็น Junior Web Developer ตามความฝัน จากเด็กจบใหม่ที่ไม่ตรงสาย ทำไมผมถึงได้รับโอกาสนั้นจากที่นี่ วันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังครับ


 

การเขียนโปรแกรมครั้งแรกในชีวิต


ต้องขอย้อนกลับไปตอนเรียนมหาวิทยาลัย ตอนปี 1 ผมจะได้เรียนวิชาเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมตัวนึงเป็นวิชาบังคับของคณะที่เด็กปี 1 ต้องเรียนทุกคน และเราจะเรียกวิชานั้นว่า คอมโปร ที่ย่อมาจาก Computer and Programming ถือว่าเป็นวิชาที่ปราบเหล่านิสิตตัวนึงเลยก็ว่าได้ โดยตอนที่เรียนคอมโปรตอนนั้น ภาษาที่ได้เรียนคือ Python จะเรียนเกี่ยวกับพื้นฐานต่างๆ ของ Python การคิด Logical ต่างๆ แบบพื้นฐานเบสิคๆ ต่างๆ เลย และสิ่งที่จะต้องเจอในทุกคาบคือ เต่าไพทอน (Turtle) ก็เหมือนกับอาจารย์จะมีโจทย์และผลลัพธ์มาให้เรา และให้เราเขียน Code เพื่อที่จะให้เต่านั้นทำตามโจทย์และให้ได้ผลลัพธ์ ซึ่งตอนนั้นเป็นอะไรที่เครียดมาก กับการคิดเกี่ยวกับ Logic ต่างๆ จึงทำให้ไม่ได้สนใจและชอบการเขียน Code สักเท่าไหร่



จุดเริ่มต้นของความหลงใหลในการเขียนโปรแกรม


เกริ่นก่อนว่าโดยส่วนตัวเป็นคนที่เล่นเกมคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่เด็กๆ เป็นคนชอบเล่นเกม จนเข้ามหา'ลัยก็ยังเล่นอยู่ แต่เกมนี่แหละ ทำให้ผมมีทุกวันนี้


จากตอนปี 1 ที่เคยเรียนคอมโปร ก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมเลย จนกระทั่งในช่วงปี 3 ผมก็ได้เล่นเกมบนแพลตฟอร์มนึงที่เรียกว่า FiveM บางคน อาจจะยังไม่รู้จักชื่อนี้ แต่ผมจะสรุปง่ายๆ สั้นๆ ให้ทุกคนเข้าใจนะครับ


หน้า Website ของ FiveM ตัวเกม GTA V
หน้า Website ของ FiveM ใครที่สนใจสามารถเข้าไปโหลดมาเล่นกันได้นะ แต่ต้องมีตัวเกม GTA V ก่อนนะ

FiveM เป็นแพลตฟอร์มเกมออนไลน์ที่ใช้ตัวเกมหลักคือ GTA V ทุกคนที่เล่นเกมเป็นปกติอยู่แล้ว น่าจะเคยได้ยินชื่อเกมนี้กันมาบ้างแล้ว โดยแพลตฟอร์มตัวนี้เนี่ย มีสิ่งที่ทำให้เราสามารถออกแบบและเขียนระบบภายในเซิร์ฟเวอร์ของเราได้เจ๋งสุดๆ ไปเลยล่ะ


และการเขียนระบบภายในเซิร์ฟเวอร์ก็ไม่ได้ยาก ซึ่ง FiveM ก็รองรับหลายภาษาเลย ทั้ง Lua, C#, JavaScript และภายในเกม ยังสามารถออกแบบ UI (User Interface) ได้เองด้วยนะ ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้หลากหลายเลยไม่ว่าจะเป็นการใช้ HTML, CSS, JS แบบปกติหรือว่าจะใช้ Framework เช่น React, Vue.JS


แต่ตอนแรกผมก็ไม่ได้เป็นคนทำเซิร์ฟเวอร์ หรือเขียนระบบเองหรอกนะครับ เป็นแค่ผู้เล่นธรรมดาคนหนึ่งในเซิร์ฟเวอร์ แต่วันหนึ่งเซิร์ฟเวอร์นั้นก็ขาดการดูแลจากผู้ให้บริการ และผมก็เหมือนเป็นหัวเรือของเหล่าผู้เล่นในการถามถึงปัญหาของเซิร์ฟเวอร์รวมไปถึงการดูแลของผู้ดูแลเซิร์ฟเวอร์ แต่ผมกลับได้รับการตอบกลับจากผู้ดูแลมาว่า “อยากเล่นก็ไปเปิดเองสิ” ได้ยินแบบนี้ก็รับคำท้าครับ ผมเริ่มศึกษาการเขียนระบบต่างๆ ด้วยความรู้เบื้องต้นพื้นฐานเกือบจะเป็น 0 แต่ยังโชคดีที่เคยได้เรียนเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมมาบ้างตอนปี 1 พอมาศึกษาทางนี้เลยพอไปวัดไปวาได้บ้าง


หลังจากนั้นก็เขียนเปิดเซิร์ฟเวอร์เอง พัฒนาระบบเอง มีการทำส่วน UI มากขึ้นมาตลอดเกือบ 2 ปี โดยเป็นการเรียนรู้ที่ถือว่านานมาก และเป็นการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำเป็นลูปด้วยตัวเอง ได้ลองผิดลองถูก ลองให้รู้ แต่ผมไม่เคยรู้สึกท้อแท้หรือเหนื่อยกับมันเลย ถึงแม้ว่าจะทำไม่ได้อย่างที่หวังก็ไม่ได้ท้อใจที่จะทำต่อ รู้สึกชอบและหลงใหลในการเขียน Code โดยเหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกถึง Quote สั้นๆ ที่เคยเจอมาว่า “Everything is possible with codes.



ฝึกงานวิศวกรรมเครื่องกล VS รับงานเขียนระบบเกม


แน่นอนครับ วิศวะก็ต้องมีวิชาฝึกงาน (Internship) โดยผมเรียนวิชาหลักเป็นพลังงานเลยเลือกไปฝึกงานที่โรงไฟฟ้า แผนกซ่อมบำรุง (Maintenance) ซึ่งบอกเลยว่าเป็นงานที่เหนื่อยแต่ก็สนุกมาก และพี่ๆ ที่ฝึกงาน หรือสภาพแวดล้อมที่โรงงานคือดีมากๆ ทำให้เราแฮปปี้กับการฝึกงานมาตลอด 3 เดือน แต่! ในใจลึกๆ มันไม่ใช่ เราอยากเป็นคนที่คิดมากกว่า เช่น ตำแหน่ง R&D Engineer มากกว่าการลงไซต์งาน ทำให้เราคิดว่าเราคงไม่เหมาะกับงานที่เป็นลักษณะนี้


ประกอบกันกับก่อนที่ผมจะมาฝึกงาน ผมก็รับงานเป็นเหมือน Freelance เขียนระบบในเกมให้กับผู้เปิดเซิร์ฟเวอร์ในไทย เป็นรายได้เสริมให้กับตัวเอง จนถึงช่วงฝึกงาน เราก็ต้องมีการแบ่งเวลาให้ดี เพราะต้องทำงานและฝึกงาน ซึ่งผมรู้สึกแฮปปี้กับการเขียนโปรแกรมมากกว่า ในวันที่เหนื่อยๆ จากที่ทำงานกลับมาก็มาทำงานเสริม พอได้ทำก็รู้สึกสนุก ผ่อนคลาย เรามีความสุขที่ได้ทำ และหาอะไรใหม่ๆ ได้จากการเขียนโปรแกรมเสมอ



การสัมภาษณ์งานฉบับ COVID-19 + ไม่ตรงสาย


แน่นอนครับ ผมเรียนจบในยุคของโควิด-19 ซึ่งการหางานก็แอบยากพอสมควรเลยแหละ แต่ต้องบอกก่อนว่า ผมมีแพลนอยู่ 2 ทางในอนาคตหลังจากเรียนจบ คือ

1. เรียนต่อป.โท ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับการเขียนโปรแกรม

2. ทำงานก่อนค่อยเรียนต่อ


ซึ่งตอนนั้นตัวผมก็ลังเลในการเลือกเส้นทาง แต่ยังพอมีเวลาให้ตัดสินใจในช่วงเวลาเรียนจบ จนถึงช่วงที่มหาวิทยาลัยเปิดรับสมัครนักศึกษาป.โท โดยผมก็ได้หาสมัครงานในช่วงนั้น ผมอยากลองทำงานทางด้านเขียนโปรแกรม เพราะว่าช่วงเวลาปี 4 ปลายเทอม 2 จะมีการทำโปรเจกต์จบ และเทอมโปรเจกต์นี้ผมก็ได้นำความรู้ในการเขียนเว็บจากการออกแบบ UI ในเกมนี่ล่ะมาประยุกต์ใช้ในโปรเจกต์ต่างๆ ของวิศวะ และทำให้ตัวเองอยากลองทำงานสายนี้ดูบ้าง เพราะอยากรู้ว่าเรามีความสุขกับมันจริงๆ หรือเปล่า


ผมเลยหาสมัครงานตามเว็บหางาน ตามกลุ่มต่างๆ ทำ Resume ส่งอีเมลไปในตำแหน่งงานที่สนใจ โดยผมจะเลือกบริษัทที่คิดว่าเขาให้โอกาสเด็กจบใหม่ที่ไม่ตรงสายอย่างเรา และก็มีบริษัทที่สนใจอยากสัมภาษณ์ติดต่อกลับมาบ้าง หรือให้แบบทดสอบมาทำก่อนบ้าง ซึ่งเราก็ดีใจมากๆ ที่ยังมีคนสนใจ ถึงแม้ว่าจะไม่ผ่านก็ตาม (หัวเราะ)


แต่!! มันก็ไม่ได้สวยหรูเสมอไป จนได้ไปสัมภาษณ์งานที่บริษัทแห่งนึง (ลืมบอกไปการสัมภาษณ์เป็นการสัมภาษณ์ออนไลน์ทุกบริษัทเลยนะครับ) เป็นการสัมภาษณ์ที่โหดร้ายที่สุดสำหรับผม ผมสมัครไปเป็นตำแหน่ง Backend Developer ผมต้องเข้าสัมภาษณ์และทำแบบทดสอบระหว่างสัมภาษณ์ในเวลา 3 ชั่วโมง (ตอนเห็นแค่เวลาก็ตกใจแล้ว ตื่นเต้นไปหมด) ผมเตรียมตัวสำหรับการสอบรอบนี้ ระหว่างสัมภาษณ์โดนยิงคำถามที่เป็น Technical มาตลอด การสัมภาษณ์จี้จุดทุกอย่าง (ตอนส่งใบสมัครไปทุกที่ ผมจะเขียนชี้แจงเบื้องต้นไว้ว่า จบวิศวกรรมเครื่องกล แต่มีความสนใจทางด้านนี้) พอโดนจี้จุดเกี่ยวกับพวกศัพท์ลึกๆ ของโปรแกรม ก็เริ่มสั่นละครับ อยากจะร้องไห้ระหว่างสอบแต่ต้องฮึบไว้ (หัวเราะ)


เข้าพาร์ทแบบทดสอบครับ ผมก็ทำไป ยอมรับว่าล่กมากครับ จนหมดเวลา คนที่สัมภาษณ์ขอเวลาไปคุยกัน พร้อมกับมาบอกว่าเราไม่พร้อมที่จะมาทำงานนะครับ และคำพูดที่ทำให้ผมนั้นแทบจะล้มเลิกการทำงานสายนี้เลยครับ อยากกลับไปเป็นวิศวกรเหมือนเดิมเลย แต่พอผ่านไปสัก 1–2 วัน ก็กลับมาฮึดสู้อีกครั้ง เริ่มลงคอร์สเรียนต่างๆ และก็ได้เจอโพสต์รับสมัครงานของ ETS ใน Facebook เลยลองสมัครดูนี่แหละครับ


 

ทำไมถึงเลือก KMUTT ETS ?


อย่างที่บอกไปเลยครับ ผมเป็นคนที่เลือกสมัครจากภาพรวมขององค์กรแล้วพอดูของ ETS คือใช่เลยครับ และยิ่งเป็นองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ตัวเราเองก็อยากพัฒนาการศึกษาเหมือนกัน ประกอบกับเป็นงานที่ชอบเลยคิดว่าอยากจะลองสมัครไปดูเป็นที่สุดท้าย ถ้าไม่ได้ก็จะกลับไปเรียนป.โท


รวมถึง Requirement ที่เขียนไว้ในโพสต์ คือ “ไม่มีประสบการณ์ ไม่มีวุฒิ หรือเรียนไม่ตรงก็รับ ขอให้ใจรักและสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้” ตรงนี้ล่ะครับทำให้มองเห็นว่าองค์กรไม่ได้มองเราที่วุฒิการศึกษา แต่มองที่ความสามารถในการเรียนรู้ของเรา


รวมถึงสภาพแวดล้อมของการทำงาน ผมได้อ่าน Blog ต่างๆ ของ ETS และสถานที่ทำงานอยู่ภายในมหาวิทยาลัยซึ่งสะดวกในอนาคตที่ผมอาจจะเรียนต่อระหว่างทำงานอยู่ด้วย เลยทำให้ตัดสินใจในการส่ง Resume อย่างเร็วเลยครับ



การสัมภาษณ์งานของ KMUTT ETS


หลังจากส่ง Resume ผ่านทางอีเมล ผ่านไปเกือบอาทิตย์นึงก็ได้รับอีเมลตอบกลับนัด Video Call Interview ผมดีใจมากเลย ตอนแรกใจแป้วไปแล้ว นึกว่าจะไม่ได้อีเมลตอบกลับ ผมก็เตรียมตัวกับการสัมภาษณ์ครั้งนี้อย่างมาก เพราะ คิดไว้ว่าเป็นครั้งสุดท้ายถ้าไม่ได้ที่นี่ก็จะกลับไปเรียนต่อ


พอถึงวันสัมภาษณ์ตื่นเต้นมากครับเข้าไปใน Zoom เจอพี่ๆ ในทีมทั้งหมด 5 คน ตอนนั้นตื่นเต้นมาก ปกติสัมภาษณ์ที่เคยเจอแค่ 3 คนแต่ที่นี่ เยอะกว่า มีล่กๆ บ้างแต่ทุกอย่างก็โอเคดี พี่ๆ ทุกคนพยายามถามไม่ให้เราเครียดมากกับการสัมภาษณ์ พยายามทำให้เป็นตัวเองมากที่สุดครับ สัมภาษณ์อยู่เกือบชั่วโมง และพี่ๆ ก็แจ้งว่าจะตอบกลับภายใน 1 อาทิตย์ว่าจะผ่าน หรือไม่ผ่าน ถ้าผ่านก็จะเข้าสู่ Process ต่อไป (ซึ่งผมได้อ่าน Blog และรู้อยู่แล้วว่าการสัมภาษณ์ของ ETS มีกี่ขั้นตอนอะไรบ้าง)


ซึ่ง Process ต่อไปคือ แบบทดสอบของตำแหน่งที่สมัครไป ผมได้รับโจทย์มาในอีกประมาณ 5 วันต่อมา ดีใจมากครับ ผมใช้เวลาทำแบบฝึกหัด 1 วัน พยายามทำให้ไวที่สุด ให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะทำงานกับทีมครับ (หัวเราะ) แล้วส่งกลับไป และก็รอเกือบ 5 วันกังวลใจแล้วว่าพี่ๆ เปิดไฟล์ดูได้ไหม หรือไฟล์มีปัญหา หรืออีเมลส่งไม่ไปหรือเปล่า เลยอีเมลไปถามอีกรอบ และในวันนั้นก็ได้รับการเชิญ เข้าสัมภาษณ์รอบ Big Team Interview


พอเห็นอย่างนั้นแล้ว ก็ดีใจมากๆ เลยครับ แต่ก็ยังไม่วางใจ เนื่องจากรู้ว่ารอบนี้จะเป็นการสัมภาษณ์กับทุกทีมในที่ทำงาน ตื่นเต้นมาก ซึ่งในรอบแรกบอกกับพี่ๆ ไว้ว่า ตื่นเต้นเวลาพูดกับคนเยอะๆ ซึ่งรอบนี้เยอะมากครับ ก็คือล่กมากกกก แถมโดนถามภาษาอังกฤษอีก บอกเลยตอนนั้นกังวลเรื่องภาษาที่สุดเลยล่ะครับ แต่พี่ๆ ก็บอกว่าพูดไทยได้เดี๋ยวแปลให้เขาฟังอีกที ทำให้สบายใจขึ้นครับ เป็นการสัมภาษณ์ที่ตื่นเต้นมากๆ ครับ ตอนสัมภาษณ์พี่ๆ ทุกคนพยายามทำให้เราผ่อนคลายมากที่สุด ไม่เครียดมาก เลิฟที่สุดเลยครับ


พอสัมภาษณ์เสร็จพี่ๆ ก็แจ้งเหมือนเดิมครับ ภายใน 1 อาทิตย์จะแจ้งผลสัมภาษณ์กลับมา ผมก็ภาวนาให้ผ่านเพราะอยากทำที่นี่จริงๆ พี่ๆ ทุกคนน่ารักมากกกก ดีมากๆ เลยครับ ไม่รู้ว่าจะเจอพี่ๆ ที่ทำงานแบบนี้จากที่ไหนได้อีกไหม วันรุ่งขึ้นช่วงสาย มีอีเมลตอบกลับมาจาก ETS ว่า “ยินดีที่จะรับเข้าทำงาน” ตอนนั้นดีใจที่สุดเลยครับ รีบตอบกลับยืนยันอย่างไวเลยครับ


บรรยากาศการสัมภาษณ์งาน Junior Developer ที่ ETS KMUTT
บรรยากาศระหว่างการสัมภาษณ์งานของ ETS ในรอบแรกของผมครับ

การเตรียมตัวก่อนเริ่มงาน และการทำงานแบบ Work from Home (ช่วง Probation)


หลังจากยืนยันเข้าทำงาน ผมก็เริ่มศึกษาเกี่ยวกับ Stack ที่ทีมใช้กัน (ซึ่งผมถามตั้งแต่การสัมภาษณ์รอบแรกว่า งานที่จะได้ทำต้องทำอะไรบ้าง ใช้ Stack อะไร Tool อะไรบ้าง ?) เป็น Stack ที่ผมไม่เคยใช้มาก่อนเลย แต่ไม่เป็นปัญหาครับ คนเราเรียนรู้กันได้ (หัวเราะ)


วันแรกที่ทำงานทีม HR ก็ได้สอนใช้ Tool ต่างๆ ที่ทีมใช้กันทั้งหมด วันแรกก็เลยยังไม่มีอะไร วันที่สองเริ่มเข้าทีม Dev แล้ว ผมเข้า Daily Meeting ครั้งแรกตื่นเต้นที่สุด ที่จะได้คุยกับคนในทีมที่จะได้ทำงานด้วยกันทั้ง Dev, QA พี่ๆ ทุกคนชิล มากครับ สบายๆ กันมากเลย ทำให้ผมไม่รู้สึกเกร็งหรือกังวลอะไรเลย


หลังจาก Meeting เสร็จเรียบร้อย ผมก็ได้รับมอบหมายให้ดูแล 1 โปรเจกต์ร่วมกับ Mentor ของผม “พี่บิ๊ก” ให้ผมศึกษาเกี่ยวกับ Stack ที่ใช้ลองทำเป็น Mini Project แล้วไป Demo ให้พี่บิ๊กดู และ Review โดยผมศึกษาและทำโปรเจกต์ นี้อยู่ประมาณ 1–2 เดือน ก็เริ่มเข้า Sprint มาแก้บัคต่างๆ ภายในโปรเจกต์ โดยพี่บิ๊กจะเป็นคนเลือกงานให้ผม ให้คำแนะนำ และความช่วยเหลือต่างๆ ระหว่างทำงาน


เข้าเดือนที่ 3 เดือนตุลาคม เป็นเดือนที่วุ่นวายที่สุดในโปรเจกต์นี้ ปัญหานี้เป็นสิ่งที่ทีม Dev, QA ไม่เคยเจอ และไม่เคยเกิดเหตุการณ์ใหญ่ขนาดนี้มาก่อน ซึ่งมันเป็นสิ่งที่บ่งบอกให้เรารู้ว่า เราต้องพัฒนาต่อไป เราได้ก้าวข้ามขั้นจากจุดเดิมมาแล้ว ใช่ครับ ผมที่เป็น Junior ได้เริ่มทำอะไรที่มันไม่เคยทำแล้วครับ ทั้งเกี่ยวกับ Code, Database และ Cloud ผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากมาย จากการทำงานที่นี่อย่างมาก


ถึงแม้ว่างานจะหนักเพียงไหน แต่สิ่งที่ไม่เคยหายไปเลยคือ การใส่ใจของ Team Lead และพี่ๆ ในทีมทุกคน ทุกคนช่วยกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ช่วยเหลือกันจนทุกอย่างเริ่มดีขึ้น พี่บิ๊กที่งานวุ่นๆ อยู่แล้ว ก็ยังคอยเป็นห่วงผมอยู่เสมอ คอยสอบถาม คอยให้ความช่วยเหลืออยู่ตลอด ผมประทับใจทีมมากๆ เลยครับ เลิฟๆ ทุกคนเลย รวมถึงทีมใหญ่ ทุกคนในที่ทำงานให้กำลังใจกันตลอด ทุกคนช่วยเหลือกันในทุกเรื่อง


Daily meeting การทำงานแบบ Agile กับทีม Developer ของ ETS
นี่เป็นบรรยากาศก่อนที่จะเริ่ม Daily Meeting ของทีม Dev ครับ

ชอบอะไรใน KMUTT ETS ?


สิ่งที่ชอบใน ETS คือ สภาพแวดล้อมในการทำงานครับ สังคมในการทำงาน ทุกคนช่วยเหลือกัน ให้กำลังใจกันตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องทั่วไป พี่ๆ ทุกคนสนใจและให้กำลังใจเราเสมอ พี่ๆ เป็นมิตรทุกคน เข้าหาง่าย คุยได้สบายๆ เลยครับ ไม่ว่าจะเป็นทีมตัวเองหรือทีมอื่นๆ ทุกคนคือ เฟรนด์ลี่ที่สุดเลยครับ ทำให้การทำงานไม่น่าเบื่อเลย จากที่ทำงานมา ผมไม่เคยรู้สึกที่จะเบื่อในการทำงานเลย ไม่เคยรู้สึกกลัววันจันทร์ หรือเบื่อที่พรุ่งนี้จะเป็นวันจันทร์เลยครับ



การเปลี่ยนแปลงหลังจากทำงานที่ KMUTT ETS


แน่นอนครับสิ่งแรกที่เปลี่ยนแปลงคือ ความรู้และความเข้าใจในด้านทักษะต่างๆ ของการเป็น Developer เนื่องจากได้เริ่มทำงานจับงานที่มี User เข้ามาใช้งานจริงๆ มีปัญหาจริงๆ ทำให้เราฝึกการคิด การแก้ไขปัญหามากขึ้น รวมถึงการแสดงออก เนื่องจากพี่ๆ ทุกคน รับฟังความคิดเห็นของเรา ทำให้เรากล้าที่จะเสนอแนะ เสนอความเห็นต่างๆ ได้อย่างอิสระ ทำให้เรากล้าที่จะพูดมากขึ้น


 

นี่แหละครับ เรื่องราวของผมที่อยากจะแชร์ให้ทุกคนรู้เกี่ยวกับเด็กจบใหม่ที่ทำงานไม่ตรงสาย และอยากบอกกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคนที่กำลังคิดว่าเราทำงานไม่ตรงสาย มันไม่ได้ยากอย่างที่คิดนะครับ ทุกคนเรียนรู้กันได้ ถ้าเราตั้งใจมากพอ


แต่สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือ องค์กรที่ทำงานครับ ต้องอยู่ในที่ที่มองเห็นศักยภาพในตัวเรา เชื่อในเรื่องของการศึกษา การเรียนรู้ ให้กำลังใจกัน ซึ่งสภาพแวดล้อมของการทำงานนี้แหละครับ จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาตัวเองได้เหมือนกัน ผมได้เจอแล้วครับที่นี่ ETS แห่งนี้


ขอบคุณทุกคนนะครับ ที่อ่านกันจนถึงประโยคสุดท้าย ขอให้ทุกคนที่กำลังท้อแท้ในการทำงานไม่ตรงสาย สู้กันต่อไปนะครับ หาที่ที่เหมาะกับเราและเชื่อในตัวเรา ขอบคุณครับ

ดู 307 ครั้ง0 ความคิดเห็น